นิยาย ภารกิจลับทลายยานรก ตอนที่ 5, 5-5
ให้ตายเถอะมันคล้ายกับเป็นแวมไพร์หากมันมองเห็นในตอนนี้มันคงต้องตะลึงตาค้างเพราะเงาทะมึนดำที่ว่า.มันเหมือนนกยักษ์ที่กางปีกบดบังแสงจันทราที่ส่องสกาวลงสู่พื้นดิน..ในเงามืดที่ถูกปีกใหญ่บดบังบังเกิดกลิ่นเหม็นสาบดั่งซากศพมันไม่ใช่นก..แต่หากมีร่างเป็นมนุษย์ มีผ้าคลุมร่าง...ไอ้ปีกที่เป็นดั่งเงาบดบังแสงจันทร์กลับเป็นผ้า..ผ้าห่อคลุมกาย...หรือมันจะเป็นผีดิบดูดเลือด..ที่เขาเรียกกันว่า....แวมไพร์ มีการเล่าขานสืบต่อกันมาในโลกตะวันตกที่กล่าวถึงผีดิบดูดเลือดตนนี้ว่า...แวมไพร์คือผีในรูปแบบปีศาจ, เหยื่อฆ่าตัวตาย, หรือผู้ใช้เวทมนตร์คาถา หรือถูกสร้างมาด้วยอำนาจวิญญาณความชั่วร้ายที่ครอบงำศพ หรือถูกกัดโดยแวมไพร์ ความเชื่อต่าง ๆ ในตำนานกระจายไปทั่วท้องที่ที่ก่อให้เกิดความผวาหวาดกลัว ยากที่จะอธิบายถึงความหมายเพียงความหมายเดียวของความเชื่อเรื่องแวมไพร์ บางตำนานในยุโรป แวมไพร์มักมีการรายงานว่ามีลักษณะพอง มีเนื้อหนังเป็นสีม่วงหรือเข้ม จากลักษณะนี้ทำให้มีมีคุณสมบัติที่จะดื่มเลือด ซึ่งเลือดมักจะซึมออกจากปากหรือจมูกเมื่อพบในผ้าห่อศพหรือโลงศพ และมักมีตาซ้ายเปิด มักแต่งตัวในผ้าห่อศพจากผ้าลินิน และมีฟัน ผมและเล็บงอกออกมาเหมือนเขี้ยวสัตว์ คุณลักษณะอื่นมาจากวัฒนธรรมสู่วัฒนธรรม แวมไพร์บางพวก แต่เจ้า แวมไพร์ที่ปรากฏในที่นี่มันกลับมีร่างผอมแห้ง ซีด และมีเล็บนิ้วยาว มีโพรงจมูกที่แหงน คล้ายจมูกของค้างคาว...มันซี่แหลมเล็ก..มีเขียวยาวโง้ง..ดวงตาหยีเล็ก..เรืองแสง..ดูช่างแปลกพิสดาร นิ้วมือที่แห้งกรังดุจกงเล็บนกเหนี่ยว..มีเล็บยาวสีดำดูน่าเกลียด...ไม่เหมือนแดรกคูลาผู้กระหายเลือดในภาพยนต์ที่เคยดูผ่านตามา...มันค่อยๆบินร่อนวน...ก่อนที่จะถลาลงมายืนแยกเขี้ยวเอียงคอมอง..กลุ่มมนุษย์ที่หลับใหลด้วยมนต์สะกดหรือเหตุอันใดก็มิอาจทราบร่างสูงโปร่งราวสองเมตรกว่าเห็นจะได้..มองๆก็คล้ายดั่งเปรตก็มิปาน..มันพิจารณา..มองซ้ายทีขวาที..ดูท่าทางมันจะเป็นแวมไพร์สองผัวเมีย..เสียงร้องมันแหลมเล็กพิกล..มันคุยกันเดินกระย่องๆเอียงคอไปมา..คนแรกที่มันมุ่งเน้นเข้าหาคือนอมิ..ที่หลับใหลไม่รู้เรื่อง..มันส่งเสียงแหลมเล็กเหมือนดั่งคุยกันทุกคนดูจะหลับใหลไม่ได้สติ..ไอ้ตัวผู้..แยกเขี้ยวแหลมเล็กสีขาววาววับแหกปากเสียงแหลมเล็กโหยหวนน่าสยดสยอง..มันโยกกายที่สูงโยงเดินโขยกเขยก..จุดมุ่งหมาย..คือร่างสาวลาหู่ที่หลับใหลขดกายคุดคู้ในถุงนอน..มันก้าวขาข้ามพันที่นอนนิ่งได้โคนต้นบีบห่างจากนอมิเพียงวาเศษ..ก่อนจะก้มกายที่สูงโย่งของมันลง..แสยะแยกเขียว..จังหวะเดียวกับที่ลมกรรโชกพัด..ไฟที่กำลังจะมอดกับลุกติดพรึบขึ้นมา..มันถึงกับกระโดดลอยตัวกระดอนถอยหลังกรีดร้องออกมา..มันกลัวแสงไฟ..ใช่แล้วเป็นธรรมชาติของสัตว์หากินกลางคืนที่มันต้องกลัวแสงไฟ..หรือความร้อนจากไฟ..มันคงโกรธและโมโห..มันถึงกลับแหกปากอ้ากรีดร้องออกมาอีกคำรบหนึ่ง..ก่อนจะค่อยๆก้าวข้าพัน..เอื้อมมือที่แห้งแกร่ง..คว้าจิกผมของนอมิก่อนจะค่อยๆลากดึงตัวสาวน้อยห่างออกมาจากกองไฟ...เผยให้เห็นลำคอที่ขาวผ่องของนอมิที่นอนไม่ได้สติ..หล่อนยังคงหลับใหลไม่รู้ด้วยซ้ำว่า..มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับหล่อน...ไอ้ตัวเมีย..ถึงกับรี่เข้าหาหนุ่มที่ตัวโตล่ำสันกว่าทุกๆคน..ส่วนไอ้ตัวผู้ดูมันตะกละตะกลามมาก..มันลากนอมิออกมา..มันแหงนหน้า..ส่งเสียงแหลมเล็ก..ก่อนจะจิกกระชากผมของหล่อนขึ้น..ผลักหัวของนอมิออกเผยลำคอระหงส์ที่ขาวเนียน..มันอ้าปากจนเขี้ยวขาวของมันต้องแสงจันทร์เป็นแสงสะท้อน..ก่อนที่มันจะก้มลง..อ้าปากหมายจะงับที่ลำคอของนอมิก่อนที่...เขี้ยววาบวับของมันจะปักจมที่ลำคอของสาวลาหู่..ที่หลับใหล..ทันใดนั้นเอง..เสียงปานกัมปนาทก็กึกก้องไปทั่วราวป่า..แทบจะพร้อมๆกัน.. เปรี๊ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงง......เปรี๊ยงงงงงงงงงงงงงงง...ไรเฟิล วินเชสเตอร์ .357 โมเดล 70 ในมือของพันก็แผดเสียงก้องทั่วราวป่า..ไอ้แวมไพร์ชั่ว..ถึงกับหน้าหงายกระดอนออกไป...พร้อมกรีดเสียงแหลมเล็ก..ร่างปลิวกระดอนตกข้างกองไฟ..จนมันดิ้นพล่านด้วยความเจ็บแสบ..พับผ่า..ปืนไรเฟิลในมือพัน..ไม่สามารถฆ่ามันหรือทำให้มันมีบาดแผลไปได้..เพียงแค่หยุดยั้ง..การกระทำของมันที่ประสงค์ร้ายต่อสาวน้อยแค่นั้นเอง..หาได้ระคายผิวมันไม่..ยังโชคดี..ที่มันกระดอนตกติดกองไฟ..พันทะยานตามติด.พานท้ายปืน..เสยงัดที่ปลายคางไอ้แวมไพร์.กระหายเลือดตนนั้นอย่างสุดกำลัง..โพล๊ะ..พานท้ายตั้ง..เสยงัดจนเสียงดังสนั่น...หน้ามันหงาย..มือของพันสั่นสะท้าน..เพราะแรงสะท้อนกลับ..มันเหลือกตาหยีเล็กมองพันอย่างเคียดแค้น..แสยะเขี้ยว..กางเล็บที่แหลมคม..หมายจะเขย้ำพันให้แหลกคามือ...เปรี๊ยง..เช๊ก..เปรี๊ยง....สองนัดซ้อน..ที่ไรเฟิล วินเชสเตอร์..แผดเสียง..ก่อนลูกทองแดง ขนาด .357 จะพุ่งส่วนตัว..ไอ้แวมไพร์หน้ามืดตนนั้น..จนปลิว...แต่มันกลับไม่เป็นอะไร..ลูกปืนไม่สามารถระคายผิวมันได้...”คุณพัน..ไฟ..มันกลัวไฟ..” เสียงของลุงคำกล่าวเตือนบอกพัน...ส่วนนังแวมไพร์ตัวเมีย...มันกำลังค่อมร่างของหนุ่มกับถูกลุงคำซัดปืน ไรเฟิล M1 Garand เป็นอาวุธปืนเล็กยาวประจำกายขนาด 0.30 นิ้ว ที่เข้าประจำการในกองทัพสหรัฐฯในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงสงครามเกาหลี มีคุณสมบัติในการยิงแบบกึ่งอัตโนมัติ ความแม่นยำสูง สามารถเล็งยิงซ้ำได้อย่างรวดเร็ว ใช้กระสุน .30-06 ทำให้ความจุ 8 นัด ให้ชื่อเป็นทางการว่า United States Rifle, Caliber .30, M1 หรือเรารู้จักในนาม ปลย.88 ที่นักศึกษาวิชาทหารใช้ฝึกในวิชาบุคคลท่าอาวุธ..และนักเรียนหลักสูตรพิเศษต่างๆของกองทัพใช้ฝึกกัน..เสียงมันแผดกังวานก้องพร้อมๆกับไรเฟิลของพัน.แรงกระสุนกระแทกแวมไพร์ตัวเมียกระเด็นตกจากร่างของหนุ่ม..ก่อนที่แกจะชักมีดหมอทะยานเข้าหาพร้อมเสือกแทงมีดหมอปักตรึงเข้ากลางอกแวมไพร์ที่หิวโหยนางนั้นจนกรีดร้องกุมหน้าอกดิ้นทุรนทุราย.ใบหน้านางบิดเบี้ยวสยดสยองน่าขยะแขยงและน่ากลัวที่สุด..ปากนางอ้าแทบจะฉีกถึงใบหู..ผมเผ้าที่ยาวรุงรังกลับปกปิดดวงตาและใบหน้าของหล่อนยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงกลัว..มือแห้งกรัง..เล็บยาวงองุ้มพยายามจิกดึงมีดหมอที่ปักกลางหว่างอกของมัน..ผิวหนังเริ่มพุพอง..มีกลุ่มควันลอยล่องออกมา..น้ำเลือดน้ำหนองไหลเยิ้ม..ไอ้ตัวผู้เห็นคู่ของมันล้มลงต่อหน้า..มันถึงกับกรีดร้อง..สะบัดแขนที่ยาวของมันปัดปืนของพันจนร่างพันเซถลา..สิ้นเสียงของลุงคำที่ร้องเตือนสติเรื่องไฟ..พันพยายามกระโจนคว้าดุ้นฟืน..ที่ติดไฟลุกอยู่..แต่ยังช้ากว่าเจ้าเปรต..แวมไพร์.ที่โบกแขนซ้ายปัดออกข้าง..ร่างของพันถึงกับลอย..กระแทกติดผนังหินจนจุกเสียด..ก่อนที่มันจะทะยานเข้าหาลุงคำ..ที่บังอาจทำร้ายเมียมัน..แขนที่โบกสะบัด.ราวปีกมะหึมา..จนแทบจะเป็นลมพายุได้ทีเดียว..ลุงคำเซถลาตามแรงลมที่พุ่งเข้ามาปะทะ..จนแกกระแทกกับโขดหิน..กงเล็บที่แหลมคมของมันหมายจิกหว่างอกลุงคำแล้วแหวกควักหัวใจออกมากิน..ยังมิทันที่เล็บงองุ้มจะสัมผัสร่าง อดีต ตชด.ที่คว่ำหวอดในป่าแห่งนี้..พลันปรากฏลำแสงสีเงินยวง..ฉวัดเฉวียน...ลงคำแกล้วงหยิบ..โป่งข่ามออกมา..พร้อมยกมือภาวนา..ท่องบ่นบริกรรมคาถา..ก่อนจะชูโป่งข่ามขึ้น..จนเกิดรัศมีแสงสีเงินยวง..พุ่งเข้าหาแวมไพร์กระหายเลือดตนนั้น..มันกรีดร้อง..ยกสองแขนขึ้นบังดวงตาที่หยีเล็ก..แต่หาได้รอดพ้นรัศมีของแสง..พลังบริสุทธิ์ของโป่งข่าม..แขนที่มีผ้าประหนึ่งปีก..ถึงกลับมีควันพวงพุ่งออกมา..มันดิ้นรน..ด้วยสุดกำลังพยายามจะหนี..แต่มันไม่สามารถที่จะทำได้..เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของโป่งข่าม..พันถึงกับตะลึงกับภาพที่เห็น.. “คุณพัน..ไฟ...เร็วววววววววว...”เสียงลุงคำร้องบอก..พันรีบลุกขึ้น..มันต้องกัดฟันฝืนยันกายลง..เนื่องเพราะจุกเสียด..สะท้านไปทั่วร่าง..ก่อนจะใช้มือขวาหยิบดุ้นฟืน..ที่ติดไฟ..ทะยานเสือกแทงเข้าหาผีดิบกระหายเลือดตนนั้น..ผ้าที่ห่อกายกลับถูกไฟไหม้ลุกลาม..ขึ้น..ยังมิทันใจ..พันรีบกระโดดคว้าเป้ใบเล็กที่มันใช้หนุนหัวเมื่อสักครู่..หยิบน้ำมันไฟแช็กรอนสัน..กระป๋องสี่เหลี่ยมสีเหลืองสลับน้ำเงินออกมา..บีบฉีด..เข้าหาร่างไอ้แวมไพร์ตัวผู้.. พรึบ...ไฟลุกโหมแผดเผาร่างของแวมไพร์พร้อมเสียงกรีดร้องและเกลือกกลิ้งลงพื้นอย่าน่าเวทนา...ร่างค่อยๆไหม้.”.คุณพัน..เอาน้ำมาให้ผม.แล้วพาทุกคนมารวมกันตรงนี้....แก้ไขทุกคนก่อน...ยาสั่งที่พวกเราโดนไม่ธรรมดา...”พันตะลึง..ยาสั่ง..ยาสั่งอะไร..มันงุนงง..แต่ไม่มีเวลาซักถามให้กระจ่าง..ต้องรีบแบกร่างที่ไร้สติของทุกๆคนมารวมกัน..สั่วนลุงคำรีบนำน้ำที่ได้จากพัน..ใช่ภาชนะ..แกรีบนำโป่งข่ามออกมา..แล้วท่องบ่น..ก่อนที่จะนำโป่งข่ามลงแช่ในน้ำ..จากน้ำธรรมดา..เมื่อนำโป่งข่ามนาคราชลงไป..น้ำถึงกับผุดเดือดประหนึ่งตั้งไว้บนไฟที่ร้อนระอุ.
ลุงคำหลับตาท่องบ่นบริกรรมคาถาอยู่พักใหญ่..ก่อนจะลืมตาเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก..แกไม่สนใจที่จะปาดเช็ด..แกรีบยกน้ำนั้นขึ้นดื่มไปอึกหนึ่ง..ก่อนจะยื่นให้พันแล้วกล่าว.."คุณพันรีบดื่มก่อนเถิด..แล้วให้ทุกคนดื่ม..ผมจะออกไปหาว่านแล้วจะรีบมา..."ว่าพลางขยับกายลุกขึ้นยืน..."หาว่าน..."พันกล่าวพร้อมมองหน้าลุงคำอย่างสงสัย..ว่านอะไรจะไปหาตอนมืด..อย่างนี้..ลุงคำ.ผงกหัวกล่าว.."ใช่..ว่านแสงจันทร์.."พันถึงเข้าใจ..ว่านแสงจันทร์พันก็พอรู้มาบ้าง.. เนื่องจากใบแสงจันทร์มีสีเหลืองอ่อนอมเขียว เมื่อกระทบกับแสงจันทร์จึงเกิดเป็นประกายสีนวล ดูสดใสแต่ก็อ่อนโยนเหมือนกับแสงจันทร์นอก ทำให้คนไทยโบราณเชื่อกันว่าหากบ้านไหนปลูกต้นแสงจันทร์ติดบ้านไว้ จะช่วยเสริมให้บ้านแลดูอบอุ่น งดงาม ส่วนผู้คนในบ้านก็สุขุม เรียบร้อย อ่อนโยน และเป็นมงคลกับชีวิตได้ และเพื่อให้เป็นสิริมงคลเพิ่มขึ้น เราควรปลูกต้นแสงจันทร์ไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังควรเลือกปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทางใบในวันอังคารจะเป็นการเสริมสิริมงคลแก่ตนเอง รวมถึงถ้าเป็นไปได้ควรให้ผู้หญิงเป็นคนปลูกควรต้นไม้ชนิดนี้จะถือว่าดีเพราะแสงจันทร์เป็นชื่อที่เหมาะกับผู้หญิงรวมถึงเรื่องความสวยความงามก็ดูเข้ากับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอีกด้วย..ลำต้น ใบและแง่ง..จะมองดูคล้ายๆขมิ้นขาว..แก้ถอนพิษนานาชนิด..พิษแมลงสัตว์กัดต่อย..พิษสุนัขบ้า..พิษจากเสือกัด..ก็สามารถรักษาให้หายได้..พันรีบดื่มน้ำมนต์ที่แช่โป่งข่าม..ที่มีควันพวยพุ่ง..มองแลดูดั่งเดือดพล่าน..แต่เมื่อพันยกดื่มมันถึงกับเย็นซาบแผ่ทั่วร่างกาย..หลังจากพันดื่มก็รีบยกป้อนให้กับนอมิ..ไกร..หนุ่ม..และลูกหาบทั้งสาม...ไม่นานพันถึงกระอักกระอ่วนคลื่นไส้..จนต้องอาเจียรออกมา..มันทั้งเหม็นเน่าทั้งเหม็นสาบดั่งกับซากศพที่เน่าเหม็น...จนพันแทบทนกลิ่นที่สะอิดสะเอียนนั้นไม่ได้..ร่างเจ็ดคนที่นอนหลับสลบไสลไม่ได้สติบัดเดี๋ยวหน้าแดงบัดเดี๋ยวเขียวคล้ำ..มองดูจนน่ากลัว...พันมองด้วยความกระวนกระวายใจ..ห่วงทุกคนในทีม...ไม่นานลุงคำก็กลับมาพร้อมว่านแสงจันทร์หอบหนึ่ง..ใบมันสวยงามมากยามต้องแสงจันทร์..."คุณพัน..ช่วยเอาใบและลำต้นไปต้มให้ผมที..เสร็จแล้วรีบเอามาให้ผมด่วน..."เสียงลุงคำบอกกับพัน..พันไม่รอช้ารีบรับว่านแสงจันทร์จากมือลุงคำที่ยื่นส่งมาให้...หม้อสนามสี่ใบถูกใบว่านและต้นม้วนยัดใส่ลงไปพร้อมตั้งไฟ..ส่วนลุงคำก็ง่วนอยู่กับการนำแง่งหัวว่านมาฝนกับหิน..แล้วนำมาวางโป๊ะบนศรีษะของทุกคน...ส่วนใบและลำต้นนั้นให้พันนำมาให้ทุกคนดื่มอีกครั้งโดยการจับกรอกเข้าปากทุกคน..ไม่นานคนทั้งหมดก็ได้กินว่านแสงจันทร์..จนครบ..หนุ่มเป็นคนแรกที่รู้สึกตัว..คงเนื่องเพราะร่างกายที่แข็งแรงกว่าทุกคน..มันงัวเงี่ยลุกนั่งก่อนจะอาเจียรออกมาเป็นน้ำเขียวคล้ำ..มีกลิ่นเหม็นเน่าไม่แตกต่างจากพัน..หลังจากนั้นไม่นาน..ทุกคนก็เริ่มรู้สึกตัว..และอาเจียรกันทุกคน..."มันเกิดอะไรขึ้นครับพี่พัน..ลุงคำ.."หนุ่มสลัดหัวไปมาก่อนจะหันมาถามพันและลุงคำ.."โน่น..มึงดูเอา..."พันกล่าวพร้อมชี้มือไปทางซากผีดูดเลือดแวมไพร์ในหุบเขา..ร่างมันเริ่มเน่าเหม็น..หนังที่แห้งติดกระดูกเริ่มเปื่อยยุ่ย..ตาหยีเล็กของมันโปนแทบจะถลนออกนอกเบ้า..ปากอ้าค้าง..เหมือนขากรรไกรจะแยกออกจากกันยังกับขากรรไกรของงู..ทำให้ปากที่อ้ากว้างผิดปกติ.พร้อมฟันซี่แหลมเล็กประดุจพันเลื่อย..โดยมีเขี้ยวขาวโง้งตรงมุมปาก.แลดูน่ากลัวยิ่ง..ผมเผ้าที่ยาวรุงรังหยาบกระด้าง..ทุกคนมองตามมือของพันที่ชี้..ถึงกับเอามือปิดปากเพราะความทุเรศและสยดสยองของซากเจ้าผีดิบสองตน.."เดี๋ยวพวกเราต้องเผาซากมัน..เพราะอาจจะมีเชื้อโรค..ที่อันตรายมากๆ.."ลุงคำกล่าว..พร้อมโยนฟืนที่ดึงจากกองไฟที่กำลังลุกไหม้..เข้าหาร่างของอสุรกายร่างโย่งที่มาจากท้องฟ้าในยามราตรี...ทุกคนได้เข้ามาช่วยกันหอบฟืนสุมไฟเพื่อเผาทำลายซากปีศาจสองผัวเมีย..."อโหสิกรรมกันเถิดว่ะ..ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน..ขอให้เลิกแล้วต่อกัน..ให้เอ็งทั้งสองไปสู่ภพภูมิที่ดีเถิด..."ลุงคำกล่าวอโหสิกรรม..หลังจากที่ทั้งหมดได้ช่วยกันเผาทำลายซากแล้วเสร็จ..ทั้งหมดก็มานั่งล้อมวง..สอบถามความเป็นมา..และแปลกใจทำไมลุงคำและพันถึงไม่ถูกเล่นงาน..เพราะทุกคนหลับไหลกันหมด..คงเหลือแต่ลุงคำและพันที่แก้ไขสถานการณ์ให้กลับกลายเป็นดีขึ้น.และปลอดภัยทุกๆคน..."มันเกิดขึ้นยังไงครับ..แล้วทำไมลุงคำกับไอ้พันไม่เป็นอะไร.."ไกรเอ่ยถามขึ้น..ขณะทุกคนก็สงสัยเช่นเดียวกับไกร..."ใช่ๆพี่พันกับลุงคำไม่เห็นเป็นอะไร.."หนุ่มเสริม..ทุกคนก็พยักหน้า..ยิ่งนอมิเอง..ก็ยังสงสัย..เพราะดูท่าหล่อนจะโดนหนักกว่าใครเขา.."ผมก็โดน..ดีที่ผมมีโป่งข่ามนาราช..จึงแก้พิษได้เอง..แต่คุณพันผมไม่ทราบได้ครับ.."ลุงคำกล่าว..อธิบายพร้อมกับแสดงความสงสัยไม่แตกต่างจากทุกๆคน..พันยิ้ม..กล่าว.."ผมก็โดนนะลุง...แต่ผมสังหรณ์ใจ..ว่าทำไมอยู่ๆแมลงที่มันร้องจ๊อก..แจ๊ก..กลับเงียบกริบ..มันน่าสงสัย..ผมเกือบจะหลับไปแล้ว..แต่ผมพยายามฝืน.."พร้อมเปิดหน้าขาขวา..ของมันให้ทุกๆคนเลย..ทุกคนต้องตะลึง..ที่หน้าขาขวาของพัน..มีสิ่งหนึ่งปักคาอยู่..มันคือมีดพับเล็กๆของสวิส..ที่พันพกติดตัวตลอด.."เฮ้ย..ไอ้เสือ.มึงอย่าบอกนะ..ว่ามึงแทงตัวเอง.."ไกรโผลงออกมาเมื่อเห็นเลือดที่กำลังแห่งกรัง..พันเอื้อมมือขวาถอนมีดพับที่พันใช้เข้าบริเวณหน้าขาตนเองเพื่อระงับความง่วงนอนที่ต้องมนต์สะกดทุกคนตกใจ..พันถึงกับเอามีดแทงขาตนเองเพื่อกระตุ้นไม่ให้ตัวเองหลับ.แล้วแกล้งทำเป็นหลับ...เพราะมันคิดว่าหากมันหลับแล้ว..จะเกิดอะไรขึ้น..ส่วนลุงคำก็แกล้งทำเป็นถูกมนต์สะกดจนหลับไหลเช่นกัน..ทั้งสองถึงกลับหลอกสองแวมไพร์ว่าหลับไม่ได้สติ.."เจ้าเล่ห์นะเรา..หลอกได้แม้กระทั่งผี.."หนุ่มกล่าวเย้าพัน..ทำให้ทุกคนลืมเรื่องราวที่น่ากลัวสยดสยองลงได้..ถึงกับหัวเราะครืน..."เออ..จะด่ากูกระล่อนก็บอกเหอะว่ะ..หากไม่ทำยังงี้..มันจะจัดการกับมันยังไงว่ะ..ไรเฟิล..ทำอะไรมันไม่ได้เลย..ดีนะ..ลุงคำแกมีวิชา..ไม่งั้น..อย่าให้พูดว่ะ..ป่านนี้มึงคงผอมเหลือแต่กระดูกไปแล้ว..แถมยังอาจจะเป็นพวกมันไปแล้ว.."พันกล่าว.."เออ..นึกออกแล้ว..ว่าพวกที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยนี่หายยังไง.."ทุกคนมองหน้าพัน...แล้วขมวดคิ้ว..."ใช่..มันบินได้..มันร่อนลงมาจากฟ้า..มันเหมือนมนุษย์ค้างคาว..มันร่อนลงมาสองตัวบดบังแสงจันทร์จนมืดคลึ้ม..พวกนั้นคงต้องมนต์สะกดมันจนหลับไหล..จากนั้นคงถูกมันพาไป.."พันกล่าว..ทุกคนมองเห็นภาพตามที่พันกล่าว..."จริงหรือครับลุงคำ.."หนุ่มเอ่ยขึ้น..ถามมาทางลุงคำ..ลุงคำพยักหน้ารับ..นอมิเหลือบแลแผลที่หน้าขาของพัน..ที่มีเลือดไหลซึมออกมา...เธอจึงขยับกาย..หยิบเอาชุดพยาบาลออกมา..แล้วเดินมาหาพัน.."ไหน..พี่พัน..มา..นอมิจะช่วยทำแผลให้.."ว่าพลางหล่อนก็นั่งลงตรงหน้าพัน..พร้อมให้พันถลกขากางเกงขึ้น..ปาดแผลยาวประมาณสองนิ้ว..ปักลงไปนิ้วเศษ..ถือว่าแผลใหญ่พอสมควร..หากไม่ล้างแผลพันผ้าไว้..อาจจะเป็นปัญหาต่อการเดินทางได้..เพราะจะทำให้อักเสบระบม..ถึงกับป่วยได้..นอมิหยิบน้ำเกลือล้างแผลเช็ดล้างบริเวณปากแผล..ก่อนจะใช้ยาใส่แผลสดทาลงไป..พันกัดกรามกรอดเป็นความปวด..มันออกฤทธิ์แล้ว..หากมันไม่ตัดสินใจแทงตัวเอง..มันอาจจะกลายเป็นศพไปแล้วก็ได้..มันถึงกับนอมิจัดการทายาพันแผลจนเรียบร้อย..หล่อนมิได้แสดงอาการหวาดกลัวกับเหตุการที่เกิดขึ้นแต่อย่างไร..ผิดกับสามลูกหาบที่มีอาการตื่นตระหนก..ทั้งหมดไม่มีใครที่นอนหลับนั่งล้อมวงรอบกองไฟ..จิบน้ำชาสอบถามพันและลุงคำถึงรายละเอียดของเรื่องราวที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ.."มันจะมีมาอีกไหมครับเนี่ย....มันยังมีอีกรึเปล่าครับ..ลุงคำ.."หนุ่มสอบถามลุงคำ.."ผม..ไม่ทราบได้..เราไม่รู้ที่อยู่ของมัน..และไม่ทราบจำนวนว่ามีเท่าไหร่..แต่เราสามารถป้องกันมันได้..ผมรับรอง.."ลุงคำกล่าวอย่างมั่นใจ..สว่างแล้ว..เสียงไก่ป่าขัน..มันคือนาฬิกา..บอกเวลาของชาวป่าชาวดอย...พันก็บอกให้ทุกคนเตรียมตัวเดินทาง..หลังจากอาหารเช้ามื้อแรกในป่า..เป็นไปอย่างเรียบง่าย..ในการเดินป่าวันที่สองก็เริ่มขึ้น..พันต้องพยายามพาทีมไปถึงจุดนัดพบให้ได้ภายในสิบห้าวัน..สิบห้าวันนี้ในวันแรกก็เจอเรื่องราวที่ไม่คาดคิด..อีกสิบสี่วันที่เหลือมันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเจออะไรอีก..บททดสอบบทแรกมันก็หนักหนาพอสมควร..แต่พันต้องทำให้สำเร็จ..มันกล่าวกับตัวเองในใจ..งานนี้จะผิดพลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด..แม้จะไม่ใช่การแก้ปัญหาตรงจุดเท่าใดนัก..แต่มันคิดว่าหากกระทำเป็นคู่ขนาน..ปัญหาเล่านี้คงจะหมดไป..แม้จะกวาดล้างการผลิตสักเท่าใด..หากไม่มีการให้ผู้เสพหมดไปการผลิตก็ย่อมต้องมีการลักลอบผลิตไม่จบสิ้น..ต้องทำให้ผู้เสพหรือผู้ที่คิดจะเสพ..ตระหนักรู้ถึงโทษภัยของมัน..และหยุดพฤติกรรมหยุดเสพ..คนผลิตแม้จะผลิตมาก็คงจะขายไม่ได้..แต่ปัญหาไม่ใช่มีเพียงแค่นี้..มันอยู่ที่ความจริงใจที่จะแก้ปัญหา...ต่างหาก..เงิน..เมื่อตกถูกเหล็กๆงอ..คนมักให้ค่าของเงิน..ทั้งๆที่คนเป็นผู้สมมุติค่าของมัน..แต่ท้ายที่สุดคนต้องตกเป็นทาสของมัน..พ่อแม่พี่น้องญาติมิตร..เพื่อนฝูง..หลายต่อหลายคน..ผิดใจกันก็เพราะเจ้าคำว่า..เงิน.ขบวนเริ่มเดินทางต่อ..วันนี้อากาศยังดีอยู่เช่นกับเมื่อวาน..หนานหล้าเดินนำหน้า..โดยมีลุงคำ..และพันเดินตาม..มีไกรและหนุ่มปิดท้ายขบวน..เนื่องจากการที่เคยเป็นผู้ตรวจการหน้าของหนานหล้า..จึงทำให้เขาชำนาญเส้นทางเป็นพิเศษ..สามารถใช้แผนที่เข็มทิศได้อย่างเป็นเลิศ...หนานหล้าพาลัดเลาะ..ตามสันเขาที่ทั้งคดเคี้ยวสูงชัน..บางครั้งมาอยู่บนชั้นความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง2,500 ยิ่งสูง..แรงกดอากาศยิ่งต่ำ..การหายใจก็ลำบากสำหรับหนุ่มผู้ไม่เคยเดินบนพื้นที่สูง..เมฆหมอกลอยชนตัวสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับหนุ่มอย่างมาก..เสียงลมพัดสนสามใบเสียงดังซู่ๆ..ตลอดเวลายามมีลมพัดผ่าน..พันเดินไปก็สูดกลิ่นอายแห่งธรรมชาติ..นานแล้วที่มันไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้..มันคล้ายๆกับสมัยขึ้นดอยปายสองแง่..ที่คราวขึ้นสำรวจดอยครั้งล่าสุด..จากการเยี่ยมฐานปฏิบัติการของว้าแดง..และกระเหรี่ยงพุทธ..โดยพันหอบหิ้วบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป..มาฝากมันสร้างความประทับใจให้กับทหารว้าและทหารกระเหรี่ยง..แต่มันก็หลายปีมาแล้ว..ป่าแถบนี้ยังสมบูรณ์..สัตว์ป่ายังอุดมสมบูรณ์..ระบบนิเวศน์ยังไม่เสียสมดุล..กระทิง..ถือเป็นสัตว์ใหญ่ที่บ่งบอกว่าป่านี้สมบูรณ์..ร่องรอยกระทิงยังมีให้เห็นในป่าแถบนี้..ทั้งหมดกำลังจะผ่านทุ่งหญ้าคา..ที่สูงแทบจะท่วมหัว..หวี๊ดๆๆ..เสียงเป่าปากเลียนเสียงนกของหนานหล้าบ่งบอกว่าเจออะไรเข้าให้แล้ว..เป็นสัญญาณบอกให้ทุกคนนิ่งอยู่กับที่..ขบวนหยุดนิ่ง..ไม่ส่งเสียงคุยกัน..ตามที่นัดแนะกันไว้ก่อน..สักพัก..หนานหล้าค่อยๆเคลื่อนตัวมาข้างหลัง..เพื่อบอกปัญหาที่พบบริเวณข้างหน้า.."พี่พัน..พบรอยเท้าเกือบยี่สิบคน..ข้างหน้า..ผมตรวจดูแล้ว..ไปก่อนหน้าเราประมาณยี่สิบนาที..ผมคิดว่าน่าจะเป็นคาราวาน.กองทัพมดที่ขนยา..."พันนิ่งครุ่นคิด..ก่อนจะกล่าว.."มันไปทางเดียว..กันกับทางที่เราจะต้องไป...จะเอายังไงดี.."
.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น