. นิยาย ภารกิจลับทลายยานรก ตอนที่ 5, 5-3



พันและลุงคำรู้สึกถูกคอกันอย่างยิ่ง...ลุงคำแกมองซ้ายมองขวา..ค่อยๆกระซิบกล่าว.."เมื่อเย็นผมไม่กล้าพูด..ผมกลัวทุกคนจะกลัว.ผมเลยนิ่งไว้..แต่ไม่ต้องห่วงทุกอย่างผมกันไว้หมด.." พันยิ้มพยักหน้ารับ..กล่าว.."แบ้วลุงคำไม่กลัวว่าผมจะกลัวรึ.."ลุงคำยิ้มปากกว้าง..ก่อนกระซิบกระซาบ..อีกรอบ..".ผมรู้คุณพันไม่กลัว..ผมเลยกล้าบอก.." พันพยักหน้าถามต่อ.."มันคืออะไรครับลุง..."ลุงคำส่ายหน้ากล่าว.."ผมไม่มั่นใจ..แต่รู้ว่ามันแรงพอสมควร..แต่ผมได้วางป้องกันรอบๆบริเวณไว้หมด..ต่อให้มีปีกบินเข้ามาก็ทำอะไรไม่ได้...มันคล้ายมนต์สะกดครับคุณ..แต่เป็นมนต์สะกดของภูต..." พันทำตาโต...กล่าวทวนคำ..."ภูต.."..ลุงคำพยักหน้ากล่าว.."ใช่ครับ..ภูต..ภูตที่มีมนต์สะกด..มันร้ายพอควร..ผมเคยได้ยินแต่คำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ว่ามี...แต่ส่วนตัวผมไม่เคยเจอหรอก.."พันทำหน้าสงสัยกล่าวออกมา.."อ้าว..ลุงไม่เคยเจอแล้วรู้ได้ไงว่าเป็นมัน..และจะป้องกันมันยังไง.."ลุงคำยิ้ม..กล่าว..."ครูบาอาจารย์สอนและแนะนำเล่าให้ฟังครับถึง..วิธีการสังเกตุ.วิธีการป้องกัน..และ.วิธีการปราบ.."..พันพยักหน้าเข้าใจ...ลุงคำแกยิ้มกล่าว.."มีดหมอนี่ผมได้ตกทอดมาจากอาจารย์อีกทีนึงครับ..ช่วยให้ผมอุ่นใจ..เวลาเดินป่า..."พันสนใจเกี่ยวกับประวัติการเดินป่าแถบนี้ของลุงคำ..มันจึงถามเพราะอยากรู้..."ลุงครับ..ชายแดนไทยพม่านี่ลุงรับผิดชอบจุดไหนบ้างครับ..เล่าให้ผมฟังบ้าง..ผมมาทำงานแถบนี้เหมือนกัน..แต่ไม่ลึกขนาดลุง..เผื่อว่าจะปรับเปลี่ยนแผน..."ลุงคำพยักหน้าก่อนกล่าว.."ผมเดินตั้งแต่ปากแม่น้ำเมยขึ้นต่อแม่น้ำคงหรือสาละวินแขวงเมืองยวมเลาะตามลำน้ำคง..จนถึงผาจอง..ตัดจากฝั่งแม่น้ำสาละวินหรือแม่น้ำคงมาทางตะวันออกตามเส้นทางสันปันน้ำจนถึงดอยเสาหิน ต่อไปดอยขุนแม่เจาะ..ดอยขุนแม่สะเปาะ ดอยสามง่าม..ลงมาที่แม่น้ำสะลินที่ประตูผา..เลาะแม่น้ำปายแม่สะลินที่ประตูผา..ขึ้นตามสันดอยผาลำ..มาตามลำน้ำปายข้ามลำน้ำปายที่ปากห้วยแม่ละอู..เดินทวนแม่ละอูขึ้นไปจนสุดลำห้วยแม้สะอู..ขึ้นดอยผาตั้ง..ดอยขุนห้วยตงนี ดอยสะบือ..ดอยม่อนใหญ่..ตามสันเขาผาบ้านปอดนาง บ้านคาหาร ดอยห้วยฮ่า ตัดลงแม่น้ำกกข้ามลำน้ำกกจนถึงดอยขุนแม่คำ..ดอยตูม..ดอยขุนแม่สะลอง..แยกลงไปตามลำน้ำแม่สาย..จนถึงบ้านป้อมด่านท่าขี้เหล็ก..ถึงปากน้ำแม่สายต่อน้ำแม่ฮวก..ต่อจากปากลำน้ำแม่ฮวกจนถึงโขง....อยู่แบบนี้ตั้งแต่หนุ่ม..จนผมเกษียณราชการ.."แกเล่าพลางหลับตา..รำลึกถึงเมื่อครั้งออกทำงานตามแนวชายแดนไทย-พม่า...แปลว่าแกเดินตั้งแต่แม่ฮ่องสอน..มาเชียงใหม่...เชียงราย..จวบจนสุดเขตตรงบริเวณสบรวก..บริเวณแม่น้ำรวกไหลลงแม่น้ำโขง...พันแม้จะเคยเดินใกล้เคียงกับลุงคำ..แต่ก็ไม่ขนาดแก..พันเคยเดินเข้าทำงานที่ดอยลาง..ซึ่งเป็นยอดเขาลูกหนึ่งของกลุ่มเทือกเขาแดนลาว..อยู่ในอำเภอแม่อาย..จังหวัดเชียงใหม่..ตรงข้ามรัฐฉานใต้..ที่เกิดกรณีพิพาทดอยลาง..ซึ่งไทยถือดอยฮะเป็นเส้นแบ่งเขตแดน..แต่พม่ายึดถือเอาดอยลางเป็นเขตสันปันน้ำ..ซึ่งดอยลางจะต่ำกว่าดอยห้วยฮะประมาณ70เมตร..จึงส่งผลให้เกิดการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนแถบนั้น..ซึ่งจะคล้ายกับกรณีของเขาพระวิหาร..แต่ดอยลาง..มีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ประมาณ 32 ตารางกิโลเมตร..หรือประมาณ20,000ไร่..ที่ยังเป็นปัญหา..ซึ่งเคยมีการปะทะกันในอดีตหลายต่อหลายครั้ง..ในบริเวณแถบนี้ไม่มีสนธิสัญญาใดที่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่เป็นการแบ่งแผนที่ปักปันเขตแดนสยาม-อังกฤษ เป็นสนธิสัญญากำหนดเส้นเขตแดนซึ่งแผนที่ได้แสดงเส้นแบ่งเขตแดน เลาะเลียบตามสันเขาดอยลางแทนที่จะเขียนลงไปตามสันดอยห้วยฮะตามหลักการสันปันน้ำ..ซึ่งสัญญาฉบับดังกล่าวมีการประทับตราพระราชสัญจักรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่อังกฤษก็มีการประทับตราข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำอินเดีย สรุปทั้งสองฝ่ายต่างให้ปฏิญญารับรองกัน ก็เท่ากับว่าแผนที่ฉบับดังกล่าวเป็นตัวกำหนดแนวพรมแดนระหว่างประเทศสมบูรณ์ จากกรณีนี้..แม้ไทยจะมาทักท้วงสิทธิ์ตามการแบ่งสันปันน้ำที่อารยะประเทศทั่วโลกเขาทำกันก็ยังเสียเปรียบ..เพราะเขาอ้างว่าเหตุใดไทยจึงมิมีการทักท้วงตั้งแต่ลงนามในคราแรก..ที่อินเดีย..มันจึงแตกต่างจากทางฝั่งลาวและกัมพูชาที่ถือแผนที่คนละฉบับ..คนละระวาง..แต่ของไทยพม่าถือแผนที่ระวางเดียวกันคือ 1:50000 เช่นกันแต่อยู่ในการลงนามทำปฏิญญาต่อกัน...พันแทบถูกทหารพม่าไล่ยิงลงจากดอย..คิดแล้วยังขำไม่หาย..หลายต่อหลายที่ไม่ว่าจะเป็นบริเวณช่องจันทบเพชรที่บุรีรัมย์ก่อนนั้นที่เราอยู่โน่น..พอเปิดด่าน..เขตแดนเรากลับหดลง..หลายต่อหลายที่กับความไม่คิดถึงประโยชน์ชาติ..เอาประโยชน์ตนเป็นใหญ่..จึงเกิดปัญหาตามมามากมาย..การถอนทหารออกจากพื้นที่..ในเขตNO MAN LAND ที่เนิน 1428 กรณีพิพาทไทยลาวที่ชาติตระการ กรณีเขาพระวิหาร ปราสาทตาควายที่สุรินทร์ พันไปเหยียบย่ำผืนดินไทยตรงนั้นคราใด..น้ำตาของชายชาติทหารของมันต้องหลั่งทุกที..เพราะผืนแผ่นดินผืนนั้น..ที่บรรพบุรุษเฝ้าอุตส่าห์เอาเลือด..เอาเนื้อ...เอาชีวิต..เข้าแลกมา..เอาร่างที่ไร้วิญญาณทับถมเป็นผืนปฐพีให้ลูกหลานเหลนได้ยืนทรงกาย..แต่ลูกหลานมิสามารถจะรักษาเอาไว้ได้..มันน่าเจ็บใจ...พันทอดถอนหายใจ..มันนึกทีไร..น้ำตาคลแทุกที..."คุณพันเป็นอะไรรึเปล่าครับ.."พันหันมามองหน้าลุงคำพร้อมส่ายหน้าไปมากล่าว.."ไม่เป็นไรครับลุง
.แต่ผมรู้สึกหดหู่ต่อพฤติกรรมคนไทย..ที่ได้ชื่อว่าไทยเพียงในใบเกิด..บัตรประชาชน..และใบทะเบียนบ้าน..มันน่านัก..."พันกล่าวพร้อมกำหมัดแน่น.กัดฟันกรอด.."ตลอดเวลาที่ผมเดินป่าแถบนี้..บางทีมันเหมือนอีกโลกๆหนึ่ง..เหมือนเราหลุดไปอีกโลกๆหนึ่งคุณพันเชื่อไหม.."..ลุงคำเปลี่ยนเรื่องเพราะรู้หากพูดเรื่องนี้พันคงจะหลุดโลกไป..พันพยักหน้ากล่าว.."เชื่อครับ..ผมเคยสัมผัส.เคยเจอบ้างเหมือนดั่งกับความฝัน..หากพูดกับใครเขาคงว่าผมไม่บ้าก็เมาจนเพี้ยน..555 ผมเลยไม่พูดดีกว่า..แล้วที่ลุงเจอมีอะไรบ้างละ...."..พันย้อนกล่าวถาม..แกยิ้มๆก่อนจะกล่าว.."เหมือนกันแหละคุณพัน..พวกนี้ต้องให้เจอกับตัว..ผมรึ..เจอทุกประเภทแล้วครับ..แต่ละครั้งสาหัสแทบเอาชีวิตไม่รอด..แต่ก็ดีนะ..รสชาติของชีวิต..มันได้อรรถรสอีกแบบ..ทำให้เราแกร่งขึ้น..มองเห็นอะไรได้กว้างขึ้นกว่าที่เคยมอง.คุณรู้ไหม..เล่าซาไปขอร้องผมถึงบนดอยเชียวเลยละ..หากไม่ใช่เล่าซา..ผมคงไม่มาหรอก..อีกทั้งผมดูประวัติพวกคุณทั้งสามแล้ว..รู้สึกชอบ..เลยรับงานนี้..."ลุงคำกล่าว..พันครุ่นคิด..แปลว่าลุงคำกับเล่าซานี่รู้จักกันมานาน..และสนิทสนมกันมากเลยทีเดียว..มันหันมามองลุงคำกำลังสาระวนอยู่กับการเหลาไม้สีดำ..มันพยายามสังเกตุว่าเป็นไม้อะไร..แกแกะสลักเป็นหญิงสาวใส่ชุดไทยโบราณ..ฝีมือการแกะสลักของแกหาตัวจับได้ยาก..มันวิจิตรงดงามยิ่ง...หญิงสาวร่างกายอ้อนแอ้นอรชร..ผมยาวนุ่งซิ่นแบบโจงกระเบนคล้ายแบบอยุธยาตอนต้น.."สวยจังลุง..ลุงแกะสลักเป็นด้วย...ไม้อะไรครับ.."พันกล่าวถามเมื่อเห็นลุงคำลูบๆคลำๆหุ่นตุ๊กตาไม้ที่เสร็จเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์..แกเงยหน้าขึ้นมอง..กล่าว"นางพญางิ้วดำครับ..ต้นนี้ตายพรายนะ.."แกกล่าวยิ้มๆ..พันเคยได้ยินมาว่าต้นไม้ตายพรายคือมันยืนต้นตายโดยไม่มีใครทำมัน..พวกนี้จะมีคุณในตัวเอง..แม้ไม่ปลุกเสกก็ถือว่าสุดยอดอยู่แล้ว.."ผมบังเอิญได้มา.ต้นนี้ฟ้าผ่าในหน้าแล้ง..อยู่ๆฟ้าก็ผ่า.และที่สำคัญมันมีงากำจัด..ปักคาอยู่แถมมีโป่งคามอยู่ด้วย.."ไม้ตายพราย..ถูกฟ้าผ่ายามแล้ง.."พันกล่าวขึ้น..ลุงคำยิ้มพยักหน้ากล่าว.. “ครับ..ใช่ครับ ฟ้าผ่ายามแล้ง..ผ่าจากปลายยันโคนแยกเป็นสองส่วน..เห็นงากำจัดชัดเจนมาก แล้วโป่งข่ามนี่มันเป็นคล้ายปีกแมลงทับสีสดมาก..”ว่าพลางแกล้วงวัตถุคล้ายแก้วใสออกมายื่นส่งให้พันดู..แกทำการขัดจนเงาวาว..มองเห็นคล้ายแมลงทับที่ถูกกักไว้ภายใน...เชื่อกันว่า..โป่งข่ามคือ อัญมณีล้ำค่าแห่งล้านนา "แก้วโป่งข่าม" มีชื่อเสียงมานานหลายสิบปีในยุคร่วมสมัย และนานหลายร้อยปีในยุคอดีตกาล เพียงแต่ชื่อเสียงเหล่านั้น คงอยู่ในวงแคบ ๆ โดยเฉพาะทางเขตภาคเหนือ ซึ่งได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นตำนานแห่งความศักดิ์สิทธิ์ชาวลานนา การเล่าขานถึงปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ ยังคงสืบเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตจนถึงปัจจุบัน "แก้วโป่งข่าม" ก็เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งก่อกำเนิดขึ้นมาจากธรรมชาติ และอยู่ใกล้กับตัวเราจนสัมผัสได้ ย่อมที่จะต้องมีอิทธิพลส่งผลต่อผู้ถือครองเช่นกัน ความเชื่อในเรื่องแก้วศักดิ์สิทธิ์ของชาวลานนามีมานับนับร้อยนับพันปี ดังหลักฐานการขุดค้นพบแก้วจากกรุโบราณตามสถานที่ต่าง ๆ ในเขตทางภาคเหนือ เช่นองค์พระมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งค้นพบในกรุเจดีย์ที่จังหวัดเชียงราย อีกองค์หนึ่งคือ "องค์พระแก้วดอนเต้า"ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง ซึ่งพันเคยไปกราบนมัสการและไปดูเงาพระธาตุกลับหัวมาแล้ว...เมื่อครั้งเคยรู้จักกับสาวลำปางคนหนึ่ง..ก่อนที่หล่อนจะอดทนรอไม่ไหวหนีไปมีคนรักใหม่.. รวมไปถึงพระแก้วขาวหริภุญชัย หรือรู้จักกันดีในชื่อ "พระเสตังคมณี" ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ ซึงมีอายุเก่าแก่ถึง 1800 ปีแก้วโป่งข่าม เป็นอัญมณีของคุณค่าของแก้วโป่งข่าม นอกจากความสวยงามภายนอกแล้ว ยังมีคุณค่าทางวัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ และตำนานความเชื่อต่าง ๆ หากเอ่ยถึงคำว่า “อัญมณี” หลายท่านอาจจะนึกถึงเครื่องประดับที่สวยสดงดงาม ล้ำค่า จนใครๆ ก็คิดอยากมีไว้ครอบครอง อัญมณีล้ำค่าเหล่านั้นมีมากมายหลายชนิดเหลือเกิน ใครเลยจะรู้ว่ามันเป็นเพียงหินแร่ที่มาจากทรัพยากรใต้พิภพ หากแต่มันเป็นหินแร่ที่มีค่า และแน่นอนเมื่อนำมาเจียระไนแล้วจะต้องมีลักษณะที่สวยงาม คงทน “แก้วโป่งข่าม” เป็นหินแก้วตระกูลแร่ควอทซ์ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แร่เขี้ยวหนุมาน” โดยตามมาตรความแข็งของโมส์ ควอทซ์มีค่าความแข็งอยู่ในอันดับที่ 7 รองความแข็งอยู่3อันดับเองเพราะเพชรนั้นมี 10 อันดับ เพชร แข็งที่สุด คืออันดับ 10 โดยลักษณะของหินควอทซ์ที่มีความโปร่งใส ไปจนถึงทึบแสง และมีมายหลายสี หินควอทซ์จึงจัดเป็นรัตนชาติตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง และหลายพื้นที่ในประเทศไทยพบควอทซ์หลายชนิด แต่ชนิดที่นำมาทำแก้วโป่งข่ามนั้น พบมากที่ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง “แก้ว” ตามความหมายโดยทั่วไป หมายถึง หินใสแลลอดเข้าไปข้างในได้ “โป่ง” หมายถึง ลักษณะของสิ่งที่พองด้วยลม หรือแก๊ส เช่น ดินโป่ง (ดินที่มีเกลือ) เป็นต้น “ข่าม” เป็นภาษาถิ่น หมายถึง อยู่ยงคงกระพัน “แก้วโป่งข่าม” จึงมีความหมาย คือ หินใสที่มองเล็ดลอดเข้าไปข้างในและมีความอยู่ยงคงกระพัน โดยเกิดจากการผุดขึ้นมาจากช่องดิน แก้วโป่งข่าม เป็นอัญมณีศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมืองของอำเภอเถินมาช้านาน เชื่อกันว่าสามารถคุ้มภัยให้คุณในทางที่ดีอีกทั้งอำเภอเถินยังมีแหล่งกำเนิด ขุมแก้ว ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ “ดอยโป่งหลวง” บ้านนาบ้านไร่ หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ถอด มีการขุดพบโป่งข่ามยักษ์ ..

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นิยายภารกิจลับทลายยานรก ตอนที่12 / 2 เพชรฆาตเย็น

นิยายภารกิจลับทลายยานรก ตอนที่11, สมิงดง 2,

นิยาย ภารกิจลับทลายยานรก, ตอนที่11 ,สมิงดง 1, .