ทลายยานรก 1/7
ในเมื่อความหวังที่จะกลับเข้าไปมีอำนาจในจีนแผ่นดินใหญ่สูญสลาย ทหารก๊กมินตั๋งจึงยุบฐานปฏิบัติการใกล้ชายแดนจีนลง หันมากระจายกำลังเข้าครอบครองรัฐฉานของพม่าให้ได้มากที่สุด ดำเนินการเก็บภาษีจากประชาชนในท้องถิ่น เกณฑ์แรงงานราษฎรตามใจชอบ ขณะเดียวกันก็เข้าควบคุมธุรกิจการค้าฝิ่น ทั้งยังให้การสนับสนุนกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ในการสู้รบกับพม่า เพื่อหวังจะเป็นพันธมิตร และมีอิทธิพลเหนือกองกำลังติดอาวุธต่างๆในย่านนี้ รัฐบาลพม่าเห็นว่ากองกำลังก๊กมินตั๋งกลุ่มนี้ขยายอิทธิพลมากขึ้นทุกที ปล่อยต่อไปไม่ได้แล้ว จึงลงมือปราบปรามอีกครั้ง พร้อมกับยื่นบันทึกต่อสหประชาชาติ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้ลงมติร่วมเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2469 ตำหนิการเข้ามาอยู่และปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อพม่าของทหารก๊กมินตั๋งยืนยันว่าทหารเหล่านี้ต้องถูกปลดอาวุธและต้องออกจากพม่าในทันที หรือไม่ก็ต้องจำกัดเขต อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งยังขอร้องประเทศต่างๆ อย่าให้ความช่วยเหลือแก่ทหารกลุ่มนี้ นอกจากนี้เพื่อให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมองค์การสหประชาชาติได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งประกอบด้วยผู้แทนสหรัฐอเมริกา ไทย จีนคณะชาติ และพม่า เปิดประชุมกันที่กรุงเทพฯ แต่จีนคณะชาติถ่วงเวลาโดยไม่ให้ความร่วมมือจนผู้แทนพม่าได้ประกาศในที่ประชุมว่า
“ถ้ากองทหารของจีนคณะชาติในพม่าไม่ถอนตัวออกไปตามมติของสหประชาชาติ กองทหารพม่าก็จะทำการสู้รบจนกว่าเขาหรือเรา จะตายลงข้างหนึ่ง”
ในที่สุดก็ตกลงกันได้ มีการขนทหารก๊กมินตั๋งผ่านไทยไปไต้หวันในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2496 ถึง พฤษภาคม 2497 รวม 4 ครั้ง ส่งกลับไปได้ 7,784 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชรา และคนป่วย ทั้งยังมีรายงานว่า ผู้อพยพกลุ่มนี้มีไทยใหญ่และมูเซอร์ปลอมแปลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก..พันนึกย้อนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา..แม้จะมีการอพยพกลุ่มของกองทัพ กองพล93 ออกไปถึงสี่ครั้งแต่ยังคงหลงเหลืออยู่บริเวณตะเข็บชายแดนเป็นจำนวนมาก..บางกลุ่มก็ทำการเกษตรซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันล้นเกล้าล้นกระหม่อม จากพ่อหลวงรัชการที่9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเปิดศูนย์การเรียนรู้เกษตรพื้นที่สูง..ส่งเสริมให้ปลูกพืชเมืองหนาวเพื่อแก้ปัญญาเรื่องฝิ่น..เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาทำการปลูกฝิ่น..และผลิตฝิ่นออกขาย จนเป็นปัญหาที่เรื้อรังจากอดีตจนถึงปัจจุบัน...
หนานหล้าได้พารถขับเคลื่อนสี่ล้อมาจอดที่ลานจอดภายในไร่ชาขนาดใหญ่..แล้วพาคณะเดินเข้าภายในข้างในโดยข้างในเป็นห้องที่ประดับตกแต่งเหมือนบ้านเรือนชาวจีน..เครื่องเครือบดินเผา.ถ้วยชามแจกันโบราณ..รวมถึงกระบี่ก็ถูกแขวนจัดอยู่ข้างผนังรวมถึงภาพวาดพู่กันโบราณมีประดับประดาตกแต่งสวยงาม..ภายในห้องมีกลิ่นกำยานอ่อนๆโชยหอมกระทบจมูก..ทำให้รู้สึกโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก..เสียงเพลงประเภทเครื่องสายฟังดูน่าจะเป็นกู่เจิ้ง..ที่บรรเลงแผ่วเบา..ผสมผสานกับเสียงน้ำตกจำลอง..เหมือนกับว่าหลุดมาอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ของจีน..."เชิญนั่ง..."ทั้งสามถึงกับสะดุ้ง..เมื่อเสียงที่กล่าวเชื้อเชิญนั้นสำเนียงออกจีนฟังดูขันๆ..พันหันไปทางต้นเสียงที่นั่งเอกเขนกบนเปลระนาดหลับตาพริ้ม..ถือก้องยาสูบปล่อยพ่นควันอย่างสบายอารมณ์..สวมเสื้อผ้าต่วนพริ้วสีแดงลวดลายมังกรสวยงาม..กางเกงแพรผ้าเนื้อเดียวกันสีน้ำเงิน..มือขวาที่จับก้องยาที่มีหนังเหี่ยวย่น..บนนิ้วชี้ประดับด้วยแหวนหยกเนื้อดีวงโตสวมอยู่..ทั้งสามหันหน้ามากันไปมา..ก่อนลากเก้าอี้มานั่ง..นิ่งตัวตรงไม่กล้ากล่าวคำ..รอจนกว่าชายชราผู้นั้นเปิดเปลือกตา..พร้อมไอกระแอมเบาๆสองสามครั้ง.."ขอบใจท่านทั้งสามที่กรุณามาช่วยงาน.."เสียงชราภาพสำเนียงไทย..ที่กระท่อนกระแท่นเหมือนคนไทยในแถบเยาวราช..ที่อากงอาแปะพูดกัน..ทั้งสามยิ้มและค้อมศรีษะ..."อาจจะทำให้คุณทั้งสามลำบากใจ..แต่เรื่องนี้ลับสุดยอด..ที่ต้องทำแบบนี้เพราะทางผู้ใหญ่ไว้ใจใครทั้งสิ้น.."ทั้งสามมองหน้ากันไปมา..ชายชราผมขาวสีดอกเลา..ไว้หนวดเครายาวเหมือนกับเซียนในหนังจีน..เครายาวพริ้วไสว..ตามสายลม..แกเอามือลูบเครายาวสีขาว..กล่าวต่อ.."เรียกผมว่าเล่าซา..ตามภารกิจ..คุณทั้งสามต้องแฝงตัวเข้าไปในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ..."ชายชราชื่อนามแฝงว่าเล่าซากล่าวพร้อมมองไปทางคนทั้งสาม..กล่าวต่อ.."..จากข่าวกรองเราทราบว่าบริเวณแถบนี้ยังมีการลักลอบผลิตยาเสพติดส่งให้กับลูกค้าทางชายแดนไทยตลอด.."กล่าวจบ..พลางหมุนตัว..กดรีโหมด..มีภาพแผนที่แบบสามมิติเป็นภาพที่เด่นชัด..มองเห็นภูเขาสลับซับซ้อน..ที่ไหนเป็นเมืองก็จะเห็นสิ่งปลูกสร้างชัดเจน...แต่ทำไมเล่าซาถึงชี้พ้อยเตอร์เป็นแสงสีแดงจี้ไปบริเวณที่เป็นป่าทึบ..มีเทือกเขาสูงชัน.."ตรงนี้สายเรารายงานว่า..เป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ได้มาตรฐาน..งานของพวกคุณคือ..แฝงตัวเข้าไปทะลายแหล่งผลิตยานรกนี้ให้สิ้นซาก..." ไกรยกมือขึ้นถาม.."ขออนุญาตครับท่าน."เล่าซาหันมาทางไกรกล่าว.."มีอะไรรึคุณไกร..ว่ามาเลย..สงสัยอะไรก็ถามมาได้เลย.."ไกรยิ้มพยักหน้ากล่าว..."โรงงานใหญ่ขนาดนั้นแถมมันยังซ่อน..อยู่ในหุบเขา..ทำไมภาพถ่ายทางอากาศถึงจับไม่ได้ว่ามีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง..แล้วกำลังพลในที่นั่นมีเท่าไหร่.." เล่าซากล่าว..."เรายอมรับว่ามันทำการพลางอย่างดียิ่ง..จากการรายงานเบื้องต้น..มีกำลังพลอยู่500นาย..เป็นรปภ.200นาย..ส่วน 300 นายคือฝ่ายผลิต..บริเวณรอบๆมีทุ่นระเบิดและกับระเบิดหนาแน่น..รวมทั้งกับดักหลุมขวาก..ล้อมรอบ..ยากแก่การเข้าตรวจจับ.."ทั้งสามคนต่างมองหน้ากันไปมา.."เดี๋ยวครับเล่าซา.."
เล่าซาหันมาทางหนุ่ม...พร้อมยกกล้องยาสูบขึ้นสูบพร้อมปล่อยควันล่องลอยกล่าว.."มีอะไรรึคุณหนุ่ม..."หนุ่มขมวดคิ้วก่อนจะกล่าวถามขึ้นด้วยความสงสัย..."แล้วทำไมเราไม่เอาเครื่องบินถล่มมันเสียเลยละ..ในเมื่อเรารู้ฐานที่มั่นมันขนาดนั้นนะ.."พันรีบสะกิดรุ่นน้องที่ถามออกมา. หนุ่มหันมามองพัน..พันขยิบตาให้มัน..หนุ่มไม่สนใจที่พันส่งซิกให้..มันก็มองพันค้อน..."..พี่พัน..พี่พันไม่สงสัยก็นิ่งๆ..ผมสงสัย..นี่นา.."พันส่ายหน้าแบบเซ็งอารมณ์กล่าว..ประมาณกระซิบกระซาบ..ปากก็กัดฟัน.."..มึงจะถามโง่ๆแบบนั้นได้ไงว่ะ..ไอ้บ้า.."แทนที่หนุ่มจะเบาๆกลับพูดสวนขึ้น.."โง..คำก็โง่..อะไรว่ะพี่..ก็รู้ๆอยู่ว่ามันอยู่ตรงนั้น..ส่งเอฟ16 ล่อแม่งไปสิ..กลัวมันทำไม.."พันส่ายหน้ากล่าว..."มึงแหกตาดูแผนที่ซิ..นั่นมันฝั่งใคร..ฝั่งพม่า..แล้วจู่ๆมึงจะเอาเครื่องบินรบบินข้ามเขตเขาไปทิ้งระเบิดนี่นะ...ใครเขาสอนมึง..เรื่องเขตแดน..เรื่องละเอียดอ่อน..จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว..คิดแบบมึงเขาคงไม่เชิญญญ...พระเดชพระคุณท่านมาหรอก.."พันลากเสียงเชิญเสียยาว..ปรัชดประชันหนุ่ม..มันก็คงนึกได้..เกาหัวแกรกๆ..ก้มหน้ากล่าว.เบาๆในลำคอ..กระซิบกระซาบ.เอามือปิดหน้าเขินอาย....."..พี่รู้..ทำไมไม่สะกิดกันบ้างว่ะ..."พีนส่ายหน้า..กล่าว.."ละตะกี้..หมารึสะกิดมึง..มึงฟังไหมละ..ไอ้หอกหัก.."พันกล่าวเบาๆเกรงใจเล่าซาที่นั่งอมยิ้ม..ก่อนพ่นควัน..แล้วกล่าว.."ใช่แล้วครับ..คุณพันกล่าวได้อย่างถูกต้อง...มันอยู่เขตพม่า...และเขตนั้นเป็นเขตอิทธิพลของว้าแดง...เหวยเซี๊ยะกัง..."พันสะดุ้งคำว่าเหว่ยเซี๊ยะกัง..นี่มันราชายาเสพติดที่ติดอันดับหนึ่งในห้าที่ค่าหัวแพงที่สุดในโลกนี่หว่า..เหว่ยเซี๊ยะกังจริงๆไม่ใช่ว้าแดง..แต่บิดาเป็นชาวจีน..แม่เป็นไทใหญ่..เคยมาเป็นสมุนของขุนส่า..ที่บ้านหินแตก..แล้วเกิดผิดใจกับขุนส่า..."เหว่ย เซียะ กัง" หนุ่มกล่าวทวนชื่อนี้ไปมา...แล้วหันมามองพัน.."ใครว่ะพี่...เหว่ยเซี๊ยะกัง..คุ้นๆว่ะชื่อนี้.."พันยิ้มกล่าว.."มึงไปอยู่ไหนมา..ในประเทศไทย..และต่างประเทศคนนี้มันดังจะตาย.." หนุ่มหันมามองไกรเหมือนจะหาพวก..ไกรส่ายหน้า...หนุ่มกล่าวต่อ..เออ..ผมมันกบในกะลา..แหมพี่...ผมแม่งอยู่เกาะพระทั้งปีทั้งชาติ..บ้าอยู่กับนักเรียน..เห็นเดือนเห็นตะสันที่ไหน.." หนุ่มกล่าว.."ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ, ป.ป.ง., ป.ป.ส. ฝ่ายมั่นคง..ทหาร..ต้องการตัวที่สุดคนหนึ่ง.ถือว่าเป็นหัวหน้าขบวนการทำลายชาติ.." หนุ่มมองหน้าพันทีไกรที..มันนี่กบในกะลาจริงๆ..เล่าซากล่าวยิ้มๆ.. "เหว่ย เซียะ กัง..คนคนนี้ไม่กระจอกหรือ..มิใช่พ่อค้ายาธรรมดา แต่ขึ้นชั้นเป็น "ราชายาเสพติดโลก" ที่ทั่วโลกต่างต้องการตัว...แล้ว ในบรรดาพวก "ว้า" นับเป็นชนกลุ่มน้อยติดอาวุธในพม่า กลุ่มที่มีอิทธิพลและเกี่ยวข้องกับธุรกิจยาเสพติดมากที่สุดในระยะหลัง ๆ ก็คือกลุ่มพี่น้อง ตระกูลเหว่ย คือ เหว่ย เซียะ กัง, เหว่ย เซียะ หลง และ เหว่ย เซียะ หยิง ทั้งหมดมีตำแหน่งสำคัญอยู่ในกองทัพว้า พี่น้องตระกูลนี้เป็นคนเชื้อสายจีน อพยพมาจากยูนาน หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจ .."เล่าซาหยุดเล็กน้อย..ก่อนยกก้องยาขึ้นสูบพร้อมพ่นควันโขมง...แล้วกล่าวต่อ.."เหว่ยเซี๊ยะกัง..ก่อนเข้ามาตั้งรกรากในไทย ค้าขายอยู่แถวดอยแม่สะลอง ....
แล้วต่อมาก็กลายเป็นเครือข่ายทำลายชาติไทย สำหรับ เหว่ย เซียะ หลง หรือชื่อไทย ณรงค์ แซ่เหว่ย เป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ควบคุมการผลิตยาเสพติดของว้าทั้งหมด ขณะที่ เหว่ย เซียะ หยิง หรือชื่อไทย สุทิน พูนพนาสินธิ หรือ โสภณ จันทร์ดี เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุงให้พวกว้าอยู่ที่บ้านใหม่หนองบัว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และยังเป็นหัวหน้าควบคุมการหาข่าว แต่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2533 เนื่องจากขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น