ภารกิจลับ ทลายยานรก 1/6
อากาศยามเช้าสดใส..กลิ่นดอกปีปสีขาวที่ย้อยเป็นพวงห้อยระย้า..ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ..พันเดินสูดอากาศยามเช้า...หลังจากดื่มกาแฟเสร็จ..มันค่อยๆก้าวชมรอบๆรีสอร์ท..พลันมีเสียงเรียกจากด้านหลัง.."สวัสดีครับคุณพัน.." พันหันกลับไปยิ้มพร้อมยกมือไหว้ตอบรับ.."สวัสดีครับหนาหล้า.." "หลับสบายดีไหมครับ.."หนุ่มเชียงใหม่กล่าวถาม.พันกล่าวตอบพร้อมเดินเข้ามาหา..."เหมือนตายเลยครับ..55." ทั้งสองก็เดินเคียงข้างคุยสัพเพเหระ.."เอ่อ..คุณพันครับ..เก้าโมง..มีคำสั่งให้พาคุณไปพบคนๆหนึ่ง.." พันขมวดคิ้วหยุดเดินหันมากล่าวถามขึ้น.."ใครหรือครับ..หนาน..." หนานหล้ายิ้มส่ายหน้ากล่าว.."ผมก็ไม่ทราบครับ..ผมรับแค่คำสั่งขับรถพาพวกคุณไป..."พันพยักหน้าไม่ถามต่อ...
รถขับเคลื่อนสี่ล้อพากลุ่มของพันเคลื่อนออกจากรีสอร์ทไปที่แห่งหนึ่ง..เป็นไร่ชาที่ห่างออกไปจากอำเภอแม่ฟ้าหลวงไม่ไกลเท่าไหร่นัก..พันนั่งนิ่งมองทาง..มันเคยมาทำงานแถบนี้เมื่อหลายปีก่อน..ชาวบ้านแถบนี้ปลูกชาอู่หลงใบชาเลื่องชื่อ..ส่วนมากคือลูกหลานชาวจีนกองพล 93 ที่เข้ามาพึ่งใบบุญพระบรมโพธิสมภาร..ที่ดอยแม่สลอง บ.ถ้ำง้อบ ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่..ก็มีอดีตทหารจาก กองพล 93 อยู่เช่นกัน โดย แห่งนี้เดิมเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพที่ 5 และกองทัพที่ 3 ในกองพล 93 ของพรรคก๊กมินตั๋ง.. ซึ่งปัจจุบันทหารก๊กมินตั๋ง ของนายพลเจียงไคเช็กหลังแพ้แก่พรรคคอมมิวส์นิสต์ที่นำโดยเหมาเจ๋อตุง ก็พากันอพยพไปอยู่เกาะไต้หวัน เป็นเรื่องที่ต้องเล่าย้อนหลังไปเกือบ 70กว่าปีในปี พ.ศ.2492 เมื่อกองทัพก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็ค ถูกกองทัพปลดแอกประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดยเหมาเจ๋อตุง ตีถอยร่นจนตกทะเล จอมพลเจียงไคเช็คกำหนดให้กองทัพที่ 8 และกองทัพที่ 13 ซึ่งอยู่ในมณฑลยูนนาน...
ให้คอยสกัดถ่วงเวลากองทัพปลดแอกไว้เพื่อจะได้มีเวลาลำเลียงทหารที่เหลือข้ามไปเกาะไต้หวัน กองทัพทั้งสองพยายามยันกองทัพแดงแต่ก็ยันไม่อยู่ ต้องถอยร่นไปรวมกันที่เมืองเม่งสือ แล้วขอให้ทางไต้หวันส่งเครื่องบินมารับ แต่ขนทหารอยู่ได้เพียงแค่ 4 วันกองทัพแดงก็ยึดสนามบินได้ ทหารที่เหลือของกองทัพทั้งสองถูกตีถอยร่นจนแตกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งราว 5000 คนได้ถอยเข้าไปในเวียดนามและลาว จึงถูกฝรั่งเศสซึ่งยังครองอินโดจีนอยู่ในตอนนั้นปลดอาวุธ แล้วลำเลียงไปไว้ที่เกาะพูค็อคของญวน ต่อมาก็ลำเลียงกลับไปไต้หวันทั้งหมดในเดือนมิถุนายน2496
อีกส่วนราวประมาณ 1700 นาน มีนายพลหลีหมี่ เป็นผู้นำ ได้ถอยมาทางรัฐฉาน เชียงตุง และมาตั้งกองบัญชาการที่ท่าขี้เหล็ก ฝั่งพม่า ทหารส่วนนี้เป็นทหารกองพล 93 ของกองทัพที่ 8 พม่าถือว่าทหารก๊กมินตั๋งกลุ่มนี้ละเมิดอธิปไตย ทั้งยังอาจทำให้กระทบกระเทือนสัมพันธไมตรีระหว่างพม่ากับจีนคอมมิวนิสต์ จึงขอให้วางอาวุธ หรือถอนกำลังออกไปจากดินแดนพม่า แต่นายพลหลีมี่ปฏิเสธทั้ง 2 ข้อ ทั้งแถลงว่า ถ้าพม่าโจมตี..จะต่อสูแตกหัก พม่าจึงส่งกำลังเข้าขับไล่ในเดือนกรกฎาคม 2493 และยึดท่าขี้เหล็กไว้ได้ นายพลหลีมี่พาทหารถอยไปที่เมืองสาด ซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันตกราว 60 กม. ตั้งฐานใหม่ขึ้นที่นั่น แต่พม่าก็ไม่ได้ตามไปตีอีก เพราะติดพันกับการปราบปรามชนกลุ่มน้อย
ในช่วงนี้มีรายงานว่า ซีไอเอ.ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของพม่ารายงานว่า มีเครื่องบินไม่ปรากฏสัญชาติบินมาทิ้งร่มส่งสัมภาระให้ทหารก๊กมินตั๋งกลุ่มนี้ทุกสัปดาห์เมื่อได้อาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้น นายพลหลีมี่ก็ขยายกองกำลังเพิ่มขึ้นถึง 4000 คน โดยเกณฑ์ไทยใหญ่และชาวพื้นเมืองตลอดจนรวบรวมทหารก๊กมินตั๋งที่กระจัดกระจาย..ตกค้างในย่านนั้นเข้าสมทบ มีครูฝึกที่ส่งมาจากไต้หวัน และสร้างฐานฝึกขึ้นที่ใกล้เมืองสาด ต่อมาขยายฐานไปตั้งอีก 2 แห่งที่เมืองเมาและเมืองยางในรัฐว้า ใกล้กับชายแดนจีน โดยยังมีเครื่องบินไม่ปรากฏสัญชาติมาส่งอาวุธให้เป็นประจำ
ประมาณเดือนเมษายน 2493 นายพลหลีมี่ได้นำทหารจากเมืองเมาประมาณ 2000 คนบุกเข้าไปในยูนนาน หวังจะยึดคืนจากกองทัพปลดแอก แต่กลับถูกตีจนต้อง..ถอยร่นบอบช้ำอย่างหนักกลับมา ต่อมาในเดือนกรกฎาคมก็นำทหารจากฐานเมืองยางรุกเข้าไปอีก ผลก็ย่อยยับกลับมาเหมือนเดิม นายพลหลีมี่ยังไม่สิ้นความพยายาม ได้สร้างสนามบินขึ้นที่เมืองสาด ใหญ่ขนาดเครื่องบิน 4 เครื่องยนต์ลงได้. และบินไปไต้หวัน ขนทหารกลับมาอีก ประมาณ700 กว่าคนพร้อมอาวุธประจำกายและอาวุธหนัก จนสามารถขยายกองกำลังได้ถึง 12000 คน และ ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น.. นายพลหลีมี่ก็ยกพลเข้าบุกยูนนานอีกครั้ง ครั้งนี้รุกเข้าไปได้ถึง 100 กม.จากชายแดนพม่า แต่สุดท้ายก็ถูกกองทัพปลดแอกประชาชนนั้นทำการตอบโต้..ตีถอยกลับมาอีก
การเข้าโจมตียูนนาน นายพลหลีมี่มีความหวังว่า เมื่อทหารจีนคณะชาติยกเข้าไปแล้วประชาชนจะลุกฮือขึ้นขับไล่กองทัพแดงด้วยแต่จากปฏิบัติการทั้ง3ครั้งเห็นว่าประชาชนไม่ได้ให้ความร่วมมือกับกองทัพก๊กมินตั๋งเลยทำให้หมดกำลังใจและหมดความหวังที่จะยึดมณฑลยูนาน...
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น